มีสินค้าดีแต่การตลาดไม่ดีมันก็จบ สินค้าไม่เวิร์คแม้การตลาดดีแค่ไหนช่วงแรกอาจจะพอไปได้ แต่สุดท้ายธุรกิจนี้จะมาตายเพราะสินค้า

ทั้งสินค้าและการตลาดต้องสอดประสานกันอย่างลงตัว จึงจะทำให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าได้ ส่วนจะไปได้ไกลแค่ไหน เร็วแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้เป็นเบื้องต้นครับ

7 ขั้นตอน สู่แผนการตลาดขั้นเทพ

Step ที่ 1 : กำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้า

ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเรื่องของการตลาดครับ เราต้องกำหนดกลุ่มลูกค้าชัดเจน ความผิดพลาดที่สำคัญคือ เรามักจะสร้างสินค้าก่อนที่จะหาหรือสร้างลูกค้าขึ้นมา ทำให้สินค้าที่ผลิดออกมาแล้วไม่มีลูกค้า สุดท้ายก็เจ๊ง

ลูกค้าเราเป็นใคร ? เพศ อายุ อาชีพ รายได้  สังคมที่เขาอยู่ ภูมิภาค รูปแบบการใช้ชีวิต เอาให้ชัดยิ่งสามารถบอกรูปร่างหน้าตา นิสัย อารมณ์ ได้ยิ่งดีครับ

ที่สำคัญคือ “อย่าเยอะ !!” คือ ลูกค้าก็คือคนทั่วไป อย่างนี้ไม่ใช่หละ มันเยอะไป เอาให้แคบและเล็กที่สุดครับ ยิ่งเล็กโอกาสที่เราจะสำเร็จมีสูง

Step ที่ 2 : วางตำแหน่งสินค้าหรือบริการ

เลือกลูกค้าแล้วกลับมาดูสินค้าของเราว่าเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่ นี่ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่เรามักจะ วางตำแหน่งสินค้าผิดกับกลุ่มเป้าหมาย

ผมยกตัวอย่างหากสินค้าเราขายรถเบนส์ กลุ่มลูกค้าที่เราเลือก เป็นกลุ่มผู้บริหาร เจ้าของกิจการที่มีรายได้เกินเดือนละ 1 แสนบาท แต่เรากลับนำสินค้าของเราไปออกบูธ แสดงสินค้าในห้าง Modern Trand อย่างเช่น Lotus,Big C อย่างนี้ก็น่าจะเป็นการนำเสนอสินค้าไม่ตรงกลุ่ม วางตำแหน่งทางการตลาดที่ผิดครับ

ต้องรู้นะครับว่าเวทีสินค้า บริการของเราอยู่ตรงไหน และเราจะเป็นที่ 1 ในเวทีนั้นได้อย่างไร ลูกค้าจะจดจำว่าเราเป็นใคร อย่างไร ก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้หละครับ

ถ้าสินค้าเราเป็น สเปร์ฉีด เท้าเหม็น เราก็ต้องโฟกัสที่ “เท้า” ไม่ใช่นำเสนอที่ “หน้า” นะครับ ผิดจุด ผิดที่ ผิดตำแหน่งทางการตลาด

Step ที่ 3 : พัฒนาเครื่องสือในการสื่อสารทางการตลาด

มาสร้างเครื่องมือที่จะส่งผ่านสินค้า บริการของเราออกไปให้ลูกค้าได้มีโอกาสได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้หยิบ ได้จับ หรือ ได้ลองชิมลองใช้กันครับ

ต้องถามตัวเราเองว่าก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการเราตัดสินด้วยอะไรบ้าง ใจเขาใจเราครับ เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้าเรา

เครื่องมือที่เราจะต้องสร้าง พัฒนา หรือ เข้าร่วมกิจกรรมเช่น สร้างเว็บไซต์ หน้าแฟนเพจ Facebook,[email protected] ,สร้างคลิป upload ถามว่าแค่นี้พอไหม อาจจะได้แต่ยังไม่พอครับ

อย่าลืมว่ามีงานที่เป็นออฟไลน์เช่น ออกอีเว็นท์ ,ทดลองขายตลาดนัด ฯ นี่ก็เป็นอีก 1 ช่องทางเพื่อสร้างการรับรู้นะครับ

ย้ำว่าต้อง “ทำทุกวิถีทาง” นะครับ อย่ามีแค่อย่างหนึ่งอย่างใด มันต้องสอดประสาน สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน

Step ที่ 4 : กำหนดเป้าหมายยอดขาย มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ประเมินผลได้

ทำธุรกิจไม่ใช่ “ขายได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น” มันต้องมีการกำหนดเป้าหมายยอดขายประจำปี ไตรมาส รายเดือน และแน่นอนครับ เราคงต้องมาทำการบ้านว่า ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ยอดขายมันต้องได้เท่าไหร่

ยอดขายต้องได้เท่าไหร่ ว่าสำคัญแล้วนะครับ แต่….ทำอย่างไรให้ได้ยอดขายตามนั้นสำคัญยิ่งกว่าเยอะครับ ต้องมีการวางแผน ว่าต้องลงมือทำอะไรบ้าง 1,2,3,4…….

และแต่ละขั้นตอนเหล่านั้นจะวัดผลประเมินความสำเร็จได้อย่างไร เช่น มีการกำหนดว่าในแต่ละวันต้องมีการโทรหาลูกค้าให้ได้อย่างน้อย 15 คน นี่เป็นการกำหนดการกระทำ และปิดการขายให้ได้อย่างน้อย 3 คน ถ้าโทรได้ 15 คนถือว่างานได้ “ประสิทธิภาพ” และหากปิดการขายได้ 3 คนก็ถือว่างานนี้มี “ประสิทธิผล”

กำหนดเป้าหมายให้มี “ประสิทธิภาพ” และลงมือทำให้เกิด “ประสิทธิผล” วัดได้นะครับ

Step ที่ 5 : เข้าถึงตัวกลางสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์

อะไรคือตัวกลางสื่อ ? สำหรับผมมันคือ บุคคล หรือ พื้นที่สาธารณะ อันเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ

ตัวอย่างตัวกลางสื่อออนไลน์เช่น pantip.com หรือ webboard เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าบริการของเรานะครับ

ถามว่าเราเข้าถึงคืออะไร ทำอย่างไร คำตอบคือ ต้องมีเรื่องราวธุรกิจ สินค้า ของเราไปโผล่ในสื่อกลางเหล่านั้นครับ จะเป็นแบบ “พี่เนียน” หรือ “พี่จ่าย” ก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ต้องเข้าให้ถึงให้ได้ครับ

ส่วนออฟไลน์ อย่างเช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ฯ สร้างจุดสนใจให้สื่อนี้วิ่งมาหาเรา หรือ หากเขายังไม่รู้จักเราก็หาเรื่องทำให้เขารู้จัก วิ่งเข้าไปหาเขาเสียเลยก็ทำได้นะครับ

สื่อกลางเหล่านี้จะทำให้สินค้า บริการ ของเราเป็นที่รู้จักของลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้น หากโดนก็ดังเป็นพรุแตก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ เราต้องเตรียมรับความพร้อมจากการที่โตจนไม่ได้วางแผน หรือ อาจจะโดนตำหนิจนต้องปิดกิจการหนีนะครับหากทำไม่ดีก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เช่นกัน

แผนการตลาด Step ที่ 6 : สร้างชุมชน Community ให้กับลูกค้า

พนักงานขาย หรือ Sale ที่ดีที่สุดทราบหรือไม่ครับว่าเป็นใคร ?

สำหรับผมแล้ว “ลูกค้า” คือ “พนักงานขาย” ที่ดีที่สุดของการทำธุรกิจ การที่ลูกค้าบอกต่อ ปากต่อปาก มันเป็นการขายที่ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฟงใด ๆ ครับ ไม่มีเรื่องของค่าคอมฯ หรือยอดขาย ทุกอย่างเกิดจากความ “พอใจ” ที่จะบอกให้เพื่อน ให้ญาติ ได้มีโอกาสใช้สิ่งดี ๆ เหมือนที่เขาได้ใช้

สร้างชุมชนให้เขาได้ “แบ่งปันประสบการณ์” บอกเล่าเรื่องราวความประทับใจ หรือ แม้ไม่ประทับใจมีปัญหา เราก็พร้อมที่จะนำกลับมาปรับปรุงแก้ไข ช่วยเขาแก้ปัญหาที่เจอครับ

ถามว่าแล้วจะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คำตอบเบื้องต้น ตามที่ผมแนะนำขั้นตอนที่ 3 ครับ เราต้องมี “เครื่องมือ” ที่จะใช้ในการสื่อสารทางการตลาดครับ ใช้พื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ระหว่าง “ลูกค้า” กับ “เจ้าของธุรกิจ” ครับ อย่างเป็นเพียงการสื่อสารทางเดียว

Step ที่ 7 : อย่ามีแต่แผนแต่ไม่ลงมือทำ

แผนที่ดีที่สุดคือการ “ลงมือทำ”

แผนดี เขียนดี แต่ไม่นำไปใช้ มันก็แค่เศษกระดาษหนึ่งใบทิ้งลงไปในถังขยะ หรือ เผาทิ้งไปแล้วก็ยังไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ

ลงมือทำครับ จะผิดบ้างถูกบ้าง….ต้องบอกว่า “ช่างแมร่ง” นะครับ เพราะเราอาจจะวางแผนทุกอย่างมาดีเยี่ยมแต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้กับทุกสิ่งครับ ยิ่งเป็นเรื่องธุรกิจด้วยแล้ว มีให้เห็นตลอดเส้นทาง แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาใหญ่ ๆ เราได้มีการวางแผนป้องกันไว้มากน้อยขนาดไหนเท่านั้นเองครับ

ลงมือทำต้องยอมรับ “ปัญหา” ครับเกิดขึ้นแน่นอน และเจ้าตัว “ปัญหา” นี่แหละครับที่จะทำให้ “ธุรกิจ”เราเดินต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

เขาว่ากันว่า “นักรบ” ที่เก่งที่สุดไม่ใช่คนที่ขึ้นเวทีแล้วจะชนะ แต่อยู่ที่การฝึกซ้อมอย่างหนักครับ เมื่อขึ้นเวทีเจอคู่แข่งอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ 50/50 ใครซ้อมมาดีกว่า ใครเจอปัญหามามากกว่า ใครเจนจัดเวทีมากกว่าคนนั้นมีโอกาสชนะ

ปัญหามันเป็นคือเครื่องมือที่จะทำให้เราแกร่งขึ้น และ แกร่งขึ้นครับ

7 Step แผนการตลาด เบื้องต้นครับ อ่านแล้วอย่างอ่านเฉยนะครับ ลองนำกลับมาคิดทบทวน ลองวางแผนปรับใช้กับตัวเรา ท้ายสุดคือ…ลงมือทำเถอะครับ ประโยชน์ได้กับตัวคุณเอง