SMEความรู้ทำธุรกิจบทความ

ทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล อย่างไหนดีกว่ากัน

การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดต่างมีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของขนาดและประเภทของธุรกิจ การทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจจะเหมาะกับผู้ที่เริ่มทดลอง หากคิดจะประกอบธุรกิจอย่างจริงจังหรือเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตในอนาคต อาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไปเลยก็ได้

การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดต่างมีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของขนาดและประเภทของธุรกิจ การทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจจะเหมาะกับผู้ที่เริ่มทดลอง หากคิดจะประกอบธุรกิจอย่างจริงจังหรือเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตในอนาคต อาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไปเลยก็ได้

การคิดจะทำธุรกิจเป็นของตนเอง นอกจากการเตรียมความพร้อมในเรื่องทั่วไปแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ การจดทะเบียนธุรกิจ ไม่ว่ารูปแบบธุรกิจจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ แม้แต่การขายของออนไลน์ก็ควรต้องคำนึงถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจ เพราะหมายถึงความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และยังมีในเรื่องของการเสียภาษีไปจนถึงเป็นเอกสารประกอบการยื่นกู้จากสถาบันทางการเงินได้อีกด้วย ในฐานะมือใหม่จะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราควรจดในรูปแบบไหนดีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล มาหาคำตอบกัน

เปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ทั้ง 2 แบบ

การจดทะเบียนการค้าต้องดูรูปแบบกิจการก่อนว่าสามารถจดได้หรือไม่ เช่น ธุรกิจประเภทบริการอย่างเดียว ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นร้านค้าได้ หรืออย่างร้านค้าออนไลน์ที่ลูกค้ากับเจ้าของร้านไม่มีโอกาสพบหน้ากัน ผู้ประกอบการบางคนอาจไม่ทราบหรือไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องจัดการก่อนเริ่มต้นธุรกิจ นอกจากเป็นการป้องกันข้อผิดพลาด ซึ่งมารู้อีกทีตอนที่เจ้าหน้าที่สรรพากรติดต่อมา แต่เป็นการบอกให้ลูกค้ารับรู้ว่าร้านเรามีตัวตนอยู่จริง สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ รูปแบบการจดทะเบียนมี 2 ประเภทคือ

  • แบบบุคคลธรรมดา : กิจการเจ้าของคนเดียว ส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็ก สิทธิการบริหารจัดการทุกอย่างกระทำโดยบุคคลเดียว เช่น ร้านค้าต่างๆ และห้างหุ้นส่วนสามัญ เป็นการตกลงร่วมกันเพื่อทำธุรกิจ แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา เช่น การทำธุรกิจของสามี-ภรรยา ซึ่งหุ้นส่วนทุกคนต้องเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดา
  • แบบนิติบุคคล : กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่ตกลงทำกิจการร่วมกัน เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด
เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล
บุคคลธรรมดา นิติบุคคล
มีอิสระทางความคิด มีความคล่องตัวสูง ตัดสินใจได้ง่ายและรวดเร็วกว่า มีการระดมความคิด เกิดมุมมองที่หลากหลาย แต่อาจล้าช้าและเกิดความขัดแย้งได้
เงินลงทุนมีเพียงเท่าที่ลงไป มีการระดมเงินทุนจากผู้ที่เป็นหุ้นส่วน มีเงินทุนหมุนเวียน
รับผลกำไรขาดทุนแต่เพียงผู้เดียว ผลกำไรแบ่งตามสัดส่วนการถือหุ้น
จัดตั้งง่าย ขั้นตอนการจัดตั้งไม่ยุ่งยาก มีขั้นตอนการจัดตั้งที่ยุ่งยาก
อาจถูกมองว่าไม่มีความมั่นคง ธุรกิจอาจไม่ยั่งยืน ได้รับความน่าเชื่อถือจากบุคคลภายนอกมากกว่า
การจัดหาเงินทุนทำได้ยาก ระดมทุนจากแหล่งอื่นได้ง่าย
เสียภาษีแบบเหมาจ่าย แม้ในปีนั้นขาดทุนก็ต้องเสียภาษี เสียภาษีโดยคิดจากกำไรของกิจการ

ในการเลือกรูปแบบธุรกิจ พิจารณาได้จากหลายปัจจัยเช่น ขนาดของธุรกิจ, ต้นทุน, ความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการ, ความรับผิดชอบหนี้สิน, การบริหารควบคุมกิจการ, ภาษี และการขยายกิจการในอนาคต

ทำธุรกิจแบบไหนควรทำเป็นบุคคลธรรมดา

รูปแบบธุรกิจทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน เช่น ซื้อมาขายไป ร้านค้าออนไลน์ แต่ลักษณะการเสียภาษีจะสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เพราะคิดตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามลำดับขั้นบันได สูงสุดที่ 35%  ซึ่งหมายถึง ถ้ามีรายได้มาก  ก็จะเสียภาษีมากตามอัตราภาษีสูงสุดของกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายนั่นเอง แต่มีข้อดีคือ ไม่ต้องจัดทำบัญชี และไม่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการด้านเอกสารต่างๆ ง่ายและสะดวกสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่ชอบความยุ่งยากในรูปแบบนิติบุคคล หรือผู้ประกอบการที่ไม่ติดขัดในเรื่องของเงินทุนหมุนเวียน

ลองพิจารณาดูว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายหรือกำไรที่ได้ เมื่อนำมาคำนวณภาษีแล้วระหว่างการทำกิจการในรูปแบบบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล อย่างไหนสามารถประหยัดได้มากกว่ากัน หรืออาจลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางส่วนลงในการประหยัดต้นทุน

ทำธุรกิจแบบไหนควรทำเป็นนิติบุคคล

ธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลอาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน เพราะต้องปฏิบัติตามระเบียบต่างๆ เช่น  การจัดทำบัญชี การยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียเพิ่มเติมจากการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ เช่น ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี แต่มีข้อได้เปรียบกว่าธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหลายประการเช่น โอกาสในการขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สำหรับนิติบุคคลจะได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่าการขอสินเชื่อส่วนบุคคล หรือจ่ายภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดา เมื่อนำค่าใช้จ่ายมาหักลบภาษี โดยเสียภาษีนิติบุคคลเพียง 20% ในขณะที่ภาษีบุคคลธรรมดา 35%

ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายด้านภาษีสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ให้เข้าสู่ระบบด้วยการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (SMEs)  มีการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆตามที่จัดไว้ให้ เช่น สิทธิในการหักลดหย่อน ไม่ว่าจะมาจากค่าวิจัยและพัฒนา ค่าฝึกอบรมพนักงาน ค่าประกันภัยและค่าประกันชีวิตพนักงาน เป็นต้น โดยเฉพาะสิทธิลดอัตราภาษี แต่ต้องเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงื่อนไขตามที่สรรพากรกำหนดไว้เท่านั้น คือ มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดต่างมีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของขนาดและประเภทของธุรกิจ การทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจจะเหมาะกับผู้ที่เริ่มทดลอง หากคิดจะประกอบธุรกิจอย่างจริงจังหรือเล็งเห็นโอกาสของการเติบโตในอนาคต อาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไปเลยก็ได้ ลองคาดการณ์ธุรกิจดูว่ามีรายได้เท่าไหร่ ต้องรู้กำไรที่แท้จริงจึงจะตอบได้ว่ารูปแบบไหนดีกว่า

ข้อควรระวังในเรื่องของต้นทุนในการประหยัดภาษี เพราะสิ่งที่ควรจะประหยัดคือค่าใช้จ่ายไม่ใช่ภาษี ในท้ายที่สุดแล้วเพื่อให้การดำเนินกิจการมีต้นทุนต่ำและได้กำไรสูงสุดนั่นเอง

บทความเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ

Facebook Comments
Tags

รับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ในการทำธุรกิจ ช่องทางทำมาหากิน ฟรี !!!

เพิ่มเพื่อน

Taokaemai

สถาบันพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้บริการคำปรึกษา ฝึกอบรม วางแผนพัฒนาสินค้า ช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ติดต่อ งานวิทยากร / ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ /ทำ Content / PR ธุรกิจ / รีวิวร้านอาหาร Application >> Line @taokaemai หรือ Tel. 0926565298

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close