การตลาดออนไลน์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยขยายธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อีกด้วย และนี่คือ 4 Step ที่มีบทบาทสำคัญต่อการตลาดออนไลน์ที่เจ้าของแฟรนไชส์ควรรู้ ที่แฟรนไชส์ใหญ่ๆ เข้าทำกัน

ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความนิยม และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีสินค้าและบริการหลายประเภทให้เลือกสรรมากมายสำหรับผู้ที่สนใจ ในส่วนของผู้ประกอบการนอกจากการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจอย่างสม่ำเสมอแล้ว ขณะเดียวกันโลกออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์เองจึงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการตลาดออนไลน์ ที่ไม่เพียงแต่ช่วยขยายธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อีกด้วย และนี่คือ 4 Step ที่มีบทบาทสำคัญต่อการตลาดออนไลน์ที่เจ้าของแฟรนไชส์ควรรู้ ที่แฟรนไชส์ใหญ่ๆ เข้าทำกัน

1.Official Website ร้านค้าต้นแบบบนโลกออนไลน์

แน่นอนว่าธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องมีร้านต้นแบบบนโลกออฟไลน์ แต่มีหลายธุรกิจไม่ว่าจะเป็นน้องใหม่หรือที่มีอยู่ก่อนแล้ว มักไม่ให้ความสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์ ไม่มีแม้แต่ร้านต้นแบบบนโลกออนไลน์ เหตุผลดีๆที่ควรมีเพราะ การค้นหาอะไรซักอย่าง ทำได้ไม่ยากอีกต่อไป ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะทำการสืบค้นข้อมูลตามอินเตอร์เน็ต ที่ให้ทั้งความสะดวกและรวดเร็ว สามารถนำมาพิจารณาได้คร่าวๆก่อนการตัดสินใจ หากพลาดโอกาสการค้นหาตรงนี้ไปคงน่าเสียดายไม่น้อย

สิ่งที่ร้านต้นแบบในโลกออฟไลน์มีอยู่แล้วคือ กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร้าน เช่น รูปแบบการตกแต่ง พนักงานขาย ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้า โปรโมชั่นต่างๆ ให้ยกโมเดลเช่นนี้เข้ามาไว้ในโลกออนไลน์ ร้านต้นแบบต้องไม่จืดชืด ไม่เป็นแค่โปสเตอร์ ภายในเว็บไซต์ต้องมีกิจกรรม มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เป็นเหมือนกับชุมชนขนาดย่อม คำถามคือ จะทำอย่างไรให้เกิดกิจกรรมต่างๆ

จึงจำเป็นต้องมีการสร้าง content ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น content ที่เกิดประโยชน์ ช่วยแก้ไขปัญหา หรือโปรโมชั่น เพื่อดึงคนให้เข้ามาอ่าน และเกิดความสนใจ ควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์เหล่านั้น หรือที่เรียกว่า customer engagement content  เช่น การรีวิว แนะนำติชม การร้องเรียน และสอบถามข้อมูลแฟรนไชส์ เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้ากลายเป็นชุมชมบนร้านต้นแบบออนไลน์ ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญพอสมควร ถือเป็นแหล่งรวมของtraffic ต่างๆที่จะมุ่งมาหาเว็บไซต์ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต ทำให้มีโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าจะชื่นชอบ และอยากสนับสนุนแบรนด์  ผู้ประกอบการอาจจะทำตัวคอนเทนต์เองหรือจ้าง outsource ก็ได้ แต่ถ้าจะให้แนะนำ เจ้าของธุรกิจควรโฟกัสในสิ่งที่ถนัด แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่สามารถช่วยได้จะดีกว่า

2.Social Media ช่องทางการติดต่อต่างๆ

หลายคนอาจจะทำอยู่บ้างแล้ว ลองมาดูว่าถ้าจัดกลุ่มและโฟกัสในแต่ละช่องทาง มีจุดเด่นต่างกันอย่างไร

  • Facebook Fanpage : มีหน้าที่ในการบอกEvent , Entertain และ Activity ต่างๆที่เกิดขึ้นในร้านของเราทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์
  • [email protected] : จุดเด่นคือเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้นในการโพสต์บอกโปรโมชั่น และแจ้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีฟีเจอร์ให้เล่นมากมาย โพสต์ทีเดียวแต่รับรู้ได้ตามจำนวนคนที่ Follow ทั้งหมด ซึ่งง่ายต่อการทำ Customer Relationship Management (CRM)
  • Youtube : ทำคลิปให้ความรู้ เช่น การเลือกใช้สินค้า ปัญหาต่างๆที่ธุรกิจเราสามารถช่วยแก้ไขได้ หรือพูดเกี่ยวกับแฟรนไชส์ในเบื้องต้น
  • Twitter : แจ้งข่าวสาร และการจัดกิจกรรมต่างๆ

ประเด็นในการทำ Social Media คือ ทุกช่องทางต้องนำคนกลับเข้าไปที่เว็บไซต์ จึงต้องเลือกใช้เครื่องมือให้ถูกต้องเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด

3.Advertising  การทำโฆษณา

การทำโฆษณาหลักๆบนโลกออนไลน์ มี 2 อย่างคือ Social media – Facebook และ Search engine – Google ซึ่งทั้งสองไม่มีอันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้อันไหน และใช้เมื่อไหร่  เพราะได้ประโยชน์ทั้งสอง

  • Facebook : ยิงโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายที่คาดการณ์ว่าเป็นคนที่สนใจในธุรกิจของเรา
  • Google : โฆษณาไปยังกลุ่มคนที่มีความสนใจอยู่แล้ว

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมไม่พุ่งเป้าการทำโฆษณาไปที่ Google อย่างเดียว ในเมื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง แต่เป็นไปได้มากแค่ไหนที่จู่ๆจะมีใครมาสนใจสินค้าของเรา สิ่งที่ควรทำคือ เมื่อมีการออกสินค้าใหม่ ให้โฆษณาในฝั่ง Facebook ก่อนเพื่อให้คนเห็นภาพเยอะๆ เมื่อเกิดความสนใจจะเข้าไปหาข้อมูลต่อใน Google  ก็จะเจอกับเว็บไซต์นั่นเอง ถ้าไม่มีส่วนนี้รองรับถือว่าจบ ดังนั้นผู้ประกอบการควรเตรียมงบประมาณสำหรับการทำโฆษณาทั้งสองช่องทาง

4.Public Relations (PR)  เพื่อสร้าง Brand Awareness

สร้างการรับรู้ตอกย้ำว่ามีธุรกิจของเราอยู่ตรงนี้ เป็นการขายแบบเนียนๆ ด้วยการประชาสัมพันธ์สื่อสารไปยังผู้คน ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ข่าว  บางแฟรนไชส์มีโอกาสได้รับรางวัลหรือออกรายการ TV สามารถนำ media นั้นมาทำการรีรันต่อบนโลกออนไลน์ ใน channel ของตนเองทั้งทาง Website และ Facebook หรือสื่ออื่นๆ เช่น Sanook.com, Manager.com,  Nation.com,  MThai.com หรือใน Taokaemai.com ที่มีการทำในเรื่องของรีวิว, PR ธุรกิจแฟรนไชส์ และSMEs  การที่แบรนด์ถูกพบเห็นได้บ่อย เป็นการส่งสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้น และมีประโยชน์เพิ่มเติมในการทำ SEO

ทั้ง 4 หัวข้อที่กล่าวมานี้ เป็นการใช้ประโยชน์จากช่องทางด้านดิจิทัล ช่วยในการสร้างแบรนด์ ขยายสาขาได้มากขึ้น สามารถคัดกรองผู้ที่สนใจซื้อแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ราคาแฟรนไชส์อาจจะตั้งได้สูงกว่าปัจจุบัน เครื่องมือเหล่านี้ ช่วยเพิ่มมูลค่าและยอดขายให้กับแบรนด์มากขึ้น

Case Study : Branding & Digital Marketing of McDonald’s

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองมาดูกรณีศึกษาขององค์กรขนาดใหญ่กันบ้าง อย่างในเว็บไซต์ Enterprenuer.com มีการจัดอันดับแฟรนไชส์ที่มียอดขายและความน่าเชื่อถือ ในปี 2018  อันดับหนึ่งคือ McDonald’s ตามมาด้วย 7-Eleven และ Dunkin’ Donuts  แม้แต่แฟรนไชส์ตัวพ่อตัวแม่รายใหญ่ระดับโลกยังทำการตลาดออนไลน์ ซึ่ง McDonald’s ถือเป็นต้นแบบของแฟรนไชส์ ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนในการเริ่มต้นธุรกิจรูปแบบนี้ มาดูว่าเขาทำการตลาดบนโลกออนไลน์ยังไง และ 4 Step ที่พูดถึงคือ Official Website, Social Media, Advertising และ PR เป็นอย่างไร

1.ภายในเว็บไซต์ มีอะไร

หากเข้าไปในเว็บไซต์ของ McDonald’s สิ่งแรกที่เห็นคือ ภาพสินค้าที่โดดเด่น มาพร้อมกับโปรโมชั่นต่างๆที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา ให้สังเกตตรงที่ เข้าสู่ระบบ สำหรับสมาชิกทำการ Log in เข้าไปในระบบ เท่ากับว่าเราเป็นผู้ควบคุมชุมชนของเราเอง ส่วนสมาชิกก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆที่กำหนดไว้

ในฐานะที่เป็นเจ้าของธุรกิจย่อมรู้ดีว่าเป้าหมายของธุรกิจแฟรนไชส์คือ ลูกค้าได้รับสินค้ารวมถึงการบริการที่ดี และการขยายแฟรนไชส์  แล้วเหตุผลที่คนซื้อแฟรนไชส์อยากทราบคืออะไรถ้าไม่ใช่ ความน่าเชื่อถือ  สิ่งที่ต้องทำคือ

  • บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งถ้าไม่มีตรงนี้จะบอกให้เขาทราบได้ยังไง
  • แสดงข้อมูลสาขา มีจำนวนเท่าไร ที่ไหนบ้าง ติดต่อได้ยังไง มีแผนที่ไหม เป็นการช่วยแฟรนไชซี (Franchisee) ทำการตลาด เพียงแค่นี้มูลค่าของแฟรนไชส์ก็ขยับขึ้นได้
  • เก็บลิสต์แฟนคลับเพื่อทำ CRM ของ McDonald’s เป็น E-mail ในส่วนของเราอาจจะเป็น [email protected] ก็ได้

2.Social Media

ใน Facebook Fanpage ของ McDonald’s  มีความพิเศษตรงที่มีหลายแฟนเพจ ทั้งที่เป็นของบริษัทแม่ และของแต่ละสาขา มีรูปแบบใกล้เคียงกัน ลองดูว่าธุรกิจของเรามีการวางระบบให้แฟรนไชซีหรือปล่อยให้ทำเอง แล้วมีการดูแลหรือเปล่า ตัวอย่างเช่น เปิดร้านบนโลกออฟไลน์ให้แต่ละร้านจัดการเองก็อาจจะทำได้ แต่ถ้าเป็นโลกออนไลน์เกิดทำอะไรที่ไม่มีรูปแบบ ไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ยังเป็นแฟรนไชส์อยู่หรือไม่ ต้องนึกถึงการทำระบบทั้งสองรูปแบบ เมื่อเป็นระบบ มูลค่าก็เพิ่มมากขึ้น เแฟรนไชซีขายได้มากขึ้น เราก็จะสำเร็จตาม

ส่วน content ที่จะใส่ไปไม่ใช่ว่าจะโพสต์อะไรก็ได้ ต้องมีการดีไซน์เนื้อหาข้อมูลก่อน แล้วค่อยแปลงไปเป็นมีเดียต่างๆ เช่น บทความ คลิปวิดิโอ รูปภาพ และเสียง ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้า

3.Advertising

McDonald’s นำโปรโมชั่นไปโพสต์ลงในแฟนเพจ   ซึ่งแฟนเพจเหล่านี้รับลงโฆษณาหรือรับสปอนเซอร์สินค้า ไม่จำเป็นที่ต้องจ่ายค่าโฆษณาให้กับ Facebook หรือ Googleโดยตรง สามารถใช้ช่องทางการโฆษณาผ่านบุคคลอื่นซึ่งอาจให้ผลที่ดีกว่า

4.PR

ไม่เน้นขายตรง แต่ให้รับรู้ถึงการมีตัวตน อาจพาตัวเองไปอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ McDonald’s เองก็ทำเช่นกัน มีทั้งเว็บไซต์ข่าว เว็บไซต์ที่เป็นคอมมูนิตี้  หรือเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการรีวิว เหมือนกับการประชาสัมพันธ์บนโลกออฟไลน์ที่มีการออกงานEvent,  Exhibition, TV และ นิตยสารต่างๆ

การทำการตลาดออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ลองศึกษาข้อมูลจากผู้ที่สำเร็จแล้วนำมาปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจ หรือใช้บริการผ่านเว็บไซต์ที่ให้คำปรึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ เพราะการสร้างระบบที่ดีให้กับแฟรนไชส์เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง หากเริ่มลงมือทำเร็วเท่าไหร่ ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจมากเท่านั้น

บริการให้คำปรึกษา ทำการตลาดออนไลน์ สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์

เพิ่มเพื่อน

 

บทความเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์