แหล่งเงินทุน สินเชื่อ

ทำไมกู้เงินเท่าไหร่ก็ไม่ผ่านซะที !!!

การขอสินเชื่อกับธนาคารนั้นมีหลายคนที่ถูกปฏิเสธ เป็นเพราะเราอาจจะไม่เข้าใจถึงกฎระเบียบในการขอสินเชื่อ นั้นทำให้หลายคนเสียเวลาและเสียโอกาสมาก

การขอสินเชื่อกับธนาคารนั้นมีหลายคนที่ถูกปฏิเสธ เป็นเพราะเราอาจจะไม่เข้าใจถึงกฎระเบียบในการขอสินเชื่อ นั้นทำให้หลายคนเสียเวลาและเสียโอกาสมาก

มีหลายคนคงเคยเจอกับเรื่องกู้เงินเท่าไหร่ไม่เคยผ่าน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างลูกค้าและธนาคาร หลายคนยืนยันว่าจะไม่คิดหนี้หรือเบี้ยวหนี้ หรือส่งเอกสารหลักฐานมากมายแต่ทำไมไม่ให้ผ่าน มีเหตุผลง่ายๆที่ธนาคารจะปล่อยกู้หรือปล่อยสินเชื่อนั้น คือ ธนาคารอยากได้หลักฐาน หลักประกัน หรือความน่าเชื่อถือของลูกค้าที่มาขอสินเชื่อว่า เขาจะมีโอกาสที่จะได้รับเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยกลับคืน ดังนั้นอะไรคือเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้เรา ขอสินเชื่อกับ ธนาคารให้ผ่านได้ เราลองมาดูว่ามีอะไรบ้าง ?

1. ทำประวัติเราให้ดีก่อนทำการกู้เงิน

เมื่อเรายื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ธนาคารจะส่งข้อมูลของเราไปยังบริษัทที่ชื่อว่าเครดิตบูโร เพื่อตรวจดูประวัติการชำระสินเชื่อต่างๆของ ว่าเรามีประวัติเป็นยังไง มีประวัติจ่ายเงินตรงเวลาแค่ไหน หรือมีปัญหาไม่จ่ายเงินกู้บ้างหรือไม่  ถ้าชื่อของเราขึ้นในเครดิตบูโรว่ามีการค้างชำระ หรือมีประวัติเสีย ธนาคารอาจจะเลื่อนการอนุมัติสินเชื่อหรือปฏิเสธการขอสินเชื่อให้กับเราได้เลย

คำแนะนำ เราต้องจัดการหนี้ต่างๆให้เรียบร้อยก่อนขอสินเชื่อ ไม่ว่าจะกรณีที่เป็นหนี้ค้าชำระก็ให้ดำเนินการปิดให้เรียบร้อยกับเจ้าของสินเชื่อนั้นๆ  ถ้าเราไม่สามารถจ่ายหนี้ที่มีได้ไหว เราเลือกขอปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแบ่งภาระการผ่อนจ่ายให้เหมาะสมกับความสามารถทางการเงินของเราให้กลับมาเป็นปกติ และเมื่อประวัติด้านการเงินของเราดีขึ้น การขอสินเชื่อก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมา

2.การเดินบัญชีเรื่องสำคัญ

การเดินบัญชีหรือจะเรียกว่า “หมุนเวียนเงินในบัญชี” สำหรับมนุษย์เงินเดือนเป็นเรื่องที่ปกติ เพราะมนุษย์เงินเดือนจะมีเงินเดือนโอนเข้ามาทุกเดือนเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่ประกอบอาชีพอิสระนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากกว่า สำหรับการเดินบัญชีที่ดีคือต้องมีเงินฝากเหลือทิ้งไว้ในบัญชี เหมือนว่าเรามีเงินเก็บอยู่ในนั้น สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธนาคารได้เป็นอย่างดี ถ้ามีเงินเข้าและออกเท่ากันไม่มีเงินคงเหลือในบัญชีเลย ธนาคารก็จะลดความน่าเชื่อถือลงไป

คำแนะนำ:เราต้องทำการฝากและถอนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนอย่างน้อย 6 เดือน และควรมียอดเงินคงเหลือในบัญชีต้องมีอัตราการสะสมเพิ่มมากขึ้นการหมุนเงินภายในบัญชีควรมีลักษณะการนำฝากมากกว่าถอนออกควรทำให้เป็นธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการถอนเงินแบบเล็กๆน้อยๆ เพราะมันแสดงให้ธนาคารเห็นว่าเราไม่ได้วางแผนการใช้เงิน

3. ความสามารถในการผ่อนชำระ

ความสามารถในการผ่อนชำระ หมายถึงจำนวนเงินสูงสุดที่เราจะส่งจ่ายได้จากรายได้ทั้งหมด ธนาคารจะตรวจเช็ครายได้ของเราที่จะขอสินเชื่อต้องมียอดเงินคงเหลือเท่าไหร่  จากการประมาณการรายได้และรายจ่ายจากภาระหนี้สินของเราแล้ว ธนาคารจะนำทั้ง 2 สิ่งมาประกอบกันเพื่อพิจารณาความสามารถทางการเงิน โดยภาระหนี้สินทั้งหมด ทั้งหนี้สินระยะยาวอย่างสินเชื่อบ้าน รวมกับหนี้ระยะสั้น ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด แล้วจะต้องไม่เกิน 70% ของรายได้ต่อเดือน ดังนี้

การประเมินหาความสามารถทางการเงินจะทำให้ทราบอัตราผ่อนที่เป็นไปได้ที่ผู้ขอสินเชื่อจะสามารถผ่อนได้ต่อเดือน โดยธนาคารมีหลักการในการประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของลูกหนี้โดยยึดหลักที่ 70% ของรายได้ต่อเดือนของเรา ในการคำนวณงวดผ่อนชำระสูงสุดที่ผู้ขอสินเชื่อจะสามารถชำระได้

4. พยายามเป็นหนี้ให้น้อยที่สุดก่อนไปขอกู้เงิน

ในระบบของเครดิตบูโรนั้น ก็จะขึ้นโชว์ทั้งหมดว่าปัจจุบันเราผ่อนชำระอะไรอยู่บ้าง แน่นอนว่าถ้าเราผ่อนชำระสินเชื่อต่างๆอยู่ ธนาคารก็นับรวมกับความสามารถในการผ่อนชำระที่จะขอสินเชื่อด้วย ดังนั้นก่อนไปขอสินเชื่อเราต้องพยายามเคลียร์รายการผ่อนชำระอื่นให้หมดก่อน เพื่อที่จะได้ไม่กระทบวงเงินที่อนุมัติ

คำแนะนำ เราต้องงด หลีกเลี่ยง การกู้สินเชื่อ หรือกู้ซื้อของในช่วงที่จะขอสินเชื่อกับธนาคารเพราะจะทำให้ธนาคารพิจารณารวมกับการขอสินเชื่อด้วย

5. เอกสารถูกต้องและพร้อม

สิ่งที่มีปัญหากันมากที่สุดของคนไปขอสินเชื่อกับทางธนาคาร ก็คือ เอกสารไม่สมบูรณ์ ทางที่ดีที่สุด พี่ทุยว่าเราควรเดินเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร ว่าถ้าต้องการขอสินเชื่อนั้นต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง แล้วจดมาเตรียมให้ครบ เพราะเวลาที่เรายื่นเข้าไปแล้วเอกสารไม่ครบ ก็จะยิ่งทำให้ขั้นตอนการอนุมัติต่างช้าๆหรืออาจจะถูกปฏิเสธออกมาเลยก็เป็นได้

คำแนะนำ เราควรต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม ถ้าให้ดีควรอ่านเงื่อนไข ข้อกำหนดหรหรือหาข้อมูลกับธนาคารที่เราจะยื่นขอสินเชื่อนั้นเอง

6. นโยบายของสถาบันการเงิน

ธนาคารแต่ละแห่งจะมีสินเชื่อให้กู้ประเภทเดียวกัน แต่มีเงื่อนไขในการอนุมัติสินเชื่อของแต่ละธนาคารมีความแตกต่างกันไป หมายความว่า ถ้าเราจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ก แต่ในกรณีเดียวกันเราไปยื่นขอสินเชื่อที่ธนาคาร ข เราอาจได้รับการอนุมัติง่ายกว่าก็ได้ ดังนั้นก่อนที่เราไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไหน เราต้องศึกษาเงื่อนไขของแต่ละธนาคารให้ละเอียดซะก่อน และประเมินดูว่าเรายื่นขอสินเชื่อกับธนาคารไหนถึงจะมีโอกาสได้รับการอนุมัติมากกว่ากัน

คำแนะนำ เราต้องทำการสำรวจเงื่อนไข ข้อกำหนดของธนาคาร เช่น วงเงิน ระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียม เป็นต้น ก่อนที่เราจะยื่นขอสินเชื่อ ยิ่งเรามีข้อมูลมากเท่าไหร่ก็ทำให้การตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้นและอาจจะประหยัดเวลาของเราเพิ่มขึ้นอีกด้วย

7. ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

การขอสินเชื่อกับธนาคารนั้น จำเป็นต้องมีทรัพย์สินหลักประกัน ไว้เป็นหลักประกันความเสี่ยงในการชำระหนี้ ซึ่งทรัพย์สินที่เราเลือกมานั้นต้องมีความเหมาะสมกับวงเงินสินเชื่อ หลักประกันนั้นมีผลอย่างยิ่งต่อการพิจารณาสินเชื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นสินเชื่อเคหะ สินเชื่อรถยนต์ หรือสินเชื่อธุรกิจเป็นต้น ถ้าเราใช้ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงกว่าวงเงินขอสินเชื่อนั้นยิ่งแสดงให้ธนาคารเงินเห็นถึงความมั่นคงทางการเงินของเราและแสดงถึงความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ให้กับเรา ทำให้การขอสินเชื่อสามารถขอได้ง่ายขึ้น

กรณีใช้บุคคลค้ำ ต้องเป็นบุคคลมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานประจำที่มีความมั่นคง หรือผู้ที่มีรายได้มั่นคง ก็จะมีโอกาสที่ธนาคารพิจารณาการขอสินเชื่อได้

8. อาชีพและรายได้

เมื่อเราจะขอสินเชื่อนั้นอาชีพก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะอาชีพที่มั่นคงมากเท่าไหร่ ยิ่ง เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ ให้คุณมากเท่านั้น เนื่องจากรายได้ของเรา จะแสดงให้ธนาคารว่า เรามีความน่าเชื่อถือที่จะชำระหนี้ได้อย่างแน่นอน และถ้าธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปจะได้รับเงินคืนกลับมาแน่นอน

รายได้ประจำ การขอสินเชื่อของเรานั้น เมื่อธนาคารได้รับก็เอามาพิจารณาจากฐานเงินเดือนหรือรายได้ในแต่ละเดือนของเรา รายได้นั้นแสดงให้เราเห็นว่า ยิ่งเราทำงานที่มั่นคงและมีเงินเดือนมาก ก็ยิ่งขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นด้วย

คำแนะนำ :ถ้าเรา ยังไม่มีงานประจำก็อาจจะถึงเวลาลองสมัครงานประจำ เมื่อทำงานที่เดิมไปสักพักจะช่วยให้เรามีความน่าเชื่อถือในสายตาธนาคารมากขึ้น

กรณีที่เป็นอาชีพอิสระก็ควรมี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย  หลักฐานการเสียภาษี หนังสือสัญญาว่าจ้าง หรือหนังสือที่ทางบริษัทที่จ้างเราทำงานออกหนังสือรับรองการจ้างงานให้ เป็นต้น ปัจจุบันผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระสามารถขอสินเชื่อได้แต่จำเป็นต้องมีเอกสารที่แสดงให้รู้ว่ามีรายได้เท่าไร เพื่อให้ธนาคารนำไปพิจารณาอนุมัติวงเงินของสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

การขอสินเชื่อกับธนาคารนั้นมีหลายคนที่ถูกปฏิเสธ เป็นเพราะเราอาจจะไม่เข้าใจถึงกฎระเบียบในการขอสินเชื่อ นั้นทำให้หลายคนเสียเวลาและเสียโอกาสมาก ปัจจุบันการพิจารณาสินเชื่อธนาคารในปัจจุบันมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุดหรือแทบจะไม่มีความเสี่ยงเหลือเลย เราเองก็เช่นกันถ้าต้องการขอสินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นๆ เราต้องทำอย่างไรให้ธนาคารเชื่อว่าเราสามารถใช้เงินคืนให้พวกเขาได้ มาถึงตอนนี้ใครสนใจที่จะไปขอสินเชื่อก็เตรียมเอกสารพร้อมแล้วไปกันเลย

Facebook Comments
Tags

รับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ในการทำธุรกิจ ช่องทางทำมาหากิน ฟรี !!!

เพิ่มเพื่อน

Kiattirat Jindamanee

ผู้ก่อตั้ง และ บรรณาธิการ สถาบันพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs www.taokaemai.com อดีตมนุษย์เงินเดือน ผู้ผันตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านธุรกิจสุขภาพและความงาม รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่ม SMEs ,แฟรนไชส์ เป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษให้กับหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย และเอกชน

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close