SMEความรู้ทำธุรกิจ

เส้นทางจากคนชอบท่องเที่ยว สู่นักเขียนที่ “เที่ยวไป รับตังก์ไป”

งานเขียนเป็นทักษะ ซึ่งแปลว่าฝึกได้ งานเขียน นอกจากจะเล่าเรื่องราวที่เราต้องการสื่อออกไปแล้วยังเป็นการแสดงตัวตนของเราอีกด้วย เราเป็นคนมีทัศนคติอย่างไรส่วนมากจะแสดงออกมาในรูปของงานเขียน ลีลาชีวิตของแต่ละคน ถ้าเขียนเป็นก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเราเป็นคนแบบไหน 

งานเขียนเป็นทักษะ ซึ่งแปลว่าฝึกได้ งานเขียน นอกจากจะเล่าเรื่องราวที่เราต้องการสื่อออกไปแล้วยังเป็นการแสดงตัวตนของเราอีกด้วย เราเป็นคนมีทัศนคติอย่างไรส่วนมากจะแสดงออกมาในรูปของงานเขียน ลีลาชีวิตของแต่ละคน ถ้าเขียนเป็นก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเราเป็นคนแบบไหน  

ตอนเด็กๆใฝ่ฝันอยากเป็นนักข่าวเลยเลยถามพี่ๆว่าอยากเป็นอันเนี๊ยะ ที่ถือไมค์ไล่ตามนักการเมืองต้องเรียนอะไร คำตอบคือ นิเทศศาสตร์ จึงตัดสินใจไปเป็นนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีปทุม แต่เป็นวิชาเอกโฆษณา ถึงแม้จะเรียนไม่ตรงสายแต่วิชาการใกล้เคียงกัน หากเรามุ่งมั่นไปสู่ทางใดแล้วที่นั่นย่อมเป็นของเรา เมื่อจบออกมาจึงได้ทำงานเป็นนักข่าวอยู่กองบรรณาธิการนิตยสาร “มีเดียทีวีไกด์” ซึ่งเป็นนิตยสารดารา ก็ได้มีโอกาสไปกองละคร เปิดตัวหนัง ฉลองยอดขาย ได้สัมภาษณ์ดาราดังๆทั่วฟ้าเมืองไทย สิ่งเหล่านี้ ถ้าเรา “เขียนข่าว” ไม่เป็นก็ไม่สามารถทำได้

ตอนที่เรียนอยู่นั้น วิชาที่เรียนไม่ได้เน้นไปที่การเขียนข่าว ทำข่าว เขียนหนังสือ เพราะถ้าจะให้ตรงต้องเรียนสาขาวารสารศาสตร์ แต่ในนั้นก็มีวิชาการเขียนอยู่ถือแม้จะไม่กี่วิชา เมื่อเราโฟกัสที่จะเขียนให้เป็น เราจึงทำได้

หลังจากนั้นย้ายมาทำนิตยสาร “ท่องโลกธรรมชาติ” ซึ่งเป็นหนังสือหัวท่องเที่ยว อยู่ในกองบรรณาธิการที่เขียนตั้งแต่ข่าวเล็กๆ ข่าวสิ่งแวดล้อม ข่าวประชาสัมพันธ์ สัมภาษณ์บุคคลสำคัญ จนไปถึงเรื่องท่องเที่ยวคอลัมน์ใหญ่หลายๆหน้า ที่นี่สอนให้รู้ว่าอย่าเกี่ยงงาน งานเล็กงานใหญ่ต้องทำได้หมด เขียนน้อยเขียนมากก็ต้องเขียน เป็นประสบการณ์สำคัญในชีวิตเลยทีเดียว ทำงานที่นี่มีความสุขมากเพราะได้ร่วมงานกับพี่ๆนักเขียน ช่างภาพมืออาชีพระดับแนวหน้าของไทยที่ทำงานอยู่กับ ททท มติชน ถือเป็นระดับชั้นครู นับเป็นช่วงเวลาเราได้เก็บเกี่ยว เรียนรู้จากประสบการณ์ของพี่ๆมืออาชีพ ทำให้ได้พัฒนาทั้งงานเขียนและถ่ายภาพ

ในช่วงต้นที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เนื่องจากต้องการเป็นนักข่าว “งานเขียน” จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ และเมื่อเราตั้งใจเขียนเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยว การเมือง ดารา ล้วนแล้วแต่ต้องหาข้อมูลก่อนทั้งสิ้น แหล่งข่าวก็ได้จากการอ่านหนังสือ สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเดินทางไปยังพื้นที่จริง จึงเป็นโอกาสแรกที่ทำให้เราได้มีความรู้เพิ่มขึ้นเป็นภาคบังคับ เพราะหากไม่มีความรู้ก็เขียนไม่ได้ ซึ่งในการหาข้อมูลแต่ละครั้งก็นำพาเราไปพบเจอกับบุคคลสำคัญ มี connection ใหม่ๆตลอดเวลา

คอลัมน์นิส เที่ยวทั่วไทย นิตยสารชีวิตจริง เป็นการทำงานเขียนที่ยาวนานที่สุด เป็นงานที่รักมากเพราะ “เที่ยวได้ตังค์” นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้รับตลอดเวลาในการทำงาน “งานเขียน” นำมาสู่การท่องเที่ยว ได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วเมืองไทย ไปทุกที่ที่อยากไป ไปทุกที่ที่น่าสนใจเพื่อดึงสิ่งนั้นมานำเสนอสู่โลกกว้าง บางสถานที่คนยังรู้จักน้อยมาก แต่เมื่อเราเข้าไป บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นลงหนังสือ ผู้คนทั่วไปก็รู้จักมากขึ้น และเดินทางไปเที่ยวมากขึ้น ทำให้ท้องถิ่นคึกคัก กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อีกด้วย สิ่งที่ได้มากเท่ามากคือความภาคภูมิใจที่งานเขียนของเราตีพิมพ์ลงในหนังสือ

แต่การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเราทำสิ่งหนึ่งได้แล้ว สิ่งที่ท้าทายกว่านั้นก็น่าจะทำได้ จึงลงมือเขียนนิยาย ซึ่งแน่นอนว่าก่อนที่เราจะเขียนอะไรสักอย่างจะต้องผ่านการอ่าน หาความรู้ หาข้อมูล หาประสบการณ์ และเมื่ออ่านนิยายของคนอื่นมากๆเข้าก็อยากจะลองเขียนของตัวเองบ้าง นิยายเล่มแรกจึงเกิดขึ้น และก็มี เล่มที่สอง สาม ตามมา รวมทั้งหมดก็ประมาณ 20 เล่ม วัตถุดิบในการเขียนนิยายคือ จินตนาการและประสบการณ์จริง นำมาร้อยเรื่องราวเข้าด้วยกันจนเป็นนิยายที่สนุกสนานและเป็นแนวของเราที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้

ในปัจจุบัน “งานเขียน” เปิดกว้างมากขึ้น เนื่องจากการมาของ Internet ใครอยากเป็น “นักเขียน” ไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าว ไม่ต้องไปสมัครงานที่ไหน ไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติ เพราะมีสื่อโซเชียลมากมายให้ละเลงคีย์บอร์ด

แต่การเขียนให้เกิดประโยชน์นั้น ต้องเป็นงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีการวางแผนการเขียนอย่างเป็นขั้นตอน มีวัตถุประสงค์ชัดเจน จึงจะเป็นโอกาสและได้สิ่งที่มากกว่าการเขียน ซึ่งก็มีช่องทางมากมายให้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง นักเขียนบางคน อาจเริ่มตั้งแต่รับเขียนบทความเล็กๆ และเมื่อเก่งขึ้น พัฒนาฝีมือดีขึ้น มีคนเห็นฝีมือก็จะเกิดการดีลให้เขียนประจำเว็บไซด์ หรือบางคนเปิดบล็อกบ่น แต่บ่นเป็นเรื่องๆ บ่นแบบมีจุดหมายแล้วหาทางแก้ปัญหาเหล่านั้น มีคนติดตามมากมายเกิดเป็นเว็บไซด์ใหญ่ Reach สูง เป็นที่มาของรายได้มากมายอย่างที่เราเห็นกันหลายคน

บางคน อาจใช้ความรู้เฉพาะเรื่องที่มีมาเขียนเป็นบล็อก หรือเปิดเว็บไซด์ และมีคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้ามาติดตาม ก็ทำให้เกิดเป็นกลุ่ม ชุมชนเล็กๆ เธอรู้เรื่องนี้มาสอนฉันหน่อย อาจเกิดการเปิดคลาสสอนกันเป็นเรื่องเป็นราวเฉพาะกลุ่มนั้นๆ เป็น Influencer เฉพาะกลุ่มไป ซึ่งบางครั้งก็ขยายใหญ่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงขึ้นมาก็มีไม่น้อย

และเท่าที่เห็นก็มีนักเขียนหลายคนที่นำบทความที่เคนเขียนลงใน Internet มารวมเป็นหนังสือเล่ม ขายเป็นลิขสิทธิ์ที่เป็น Passive Income ได้อีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากมายจาก “งานเขียน” และการที่จะพัฒนางานเขียนนั้นอย่าเพิ่งเร่งรีบ ในการเขียนครั้งแรกถ้ายังไม่ได้ดั่งใจก็อย่าไปหงุดหงิดกับมัน ค่อยๆเขียน ค่อยๆฝึก แล้วกลับมาดูเปรียบเทียบระหว่างครั้งแรก ครั้งที่สอง สาม ว่าแตกต่างกันแค่ไหน บางคนเมื่อกลับมามองงานเขียนชิ้นแรกอาจจะคิดว่า ฉันเขียนอะไรนี่ แต่จงภูมิใจเถิด เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดแล้ว

งานเขียนเป็นทักษะ ซึ่งแปลว่าฝึกได้ งานเขียน นอกจากจะเล่าเรื่องราวที่เราต้องการสื่อออกไปแล้วยังเป็นการแสดงตัวตนของเราอีกด้วย เราเป็นคนมีทัศนคติอย่างไรส่วนมากจะแสดงออกมาในรูปของงานเขียน ลีลาชีวิตของแต่ละคน ถ้าเขียนเป็นก็สามารถบอกสังคมได้ว่าเราเป็นคนแบบไหน

แต่สิ่งที่จะต้องระวังที่สุดก็คือทัศนคตินี่แหละ จะเห็นได้ว่าหลายคนเสียหายเพราะเขียนเรื่องที่ไม่ควรเขียน ถูกสังคมประณาม นั่นเกิดจากอารมณ์ล้วนๆ การเขียนแต่ละครั้งจึงต้องตั้งสติดีๆ

เมื่อคนอ่านหนังสือน้อยลง Internet คือแหล่งรวมงานเขียนยุคใหม่ ดิฉันเองก็หาทางอยู่พอสมควรว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้เขียนลง Internet บ้าง จึงได้ทดลองเขียนบล็อกท่องเที่ยว ลงไปประมาณ 5-6 เรื่อง แต่จัดหน้าไม่สวยทำไม่เป็นจึงหยุดไว้แค่นั้น จนกระทั่งได้มาพบกับอาจารย์เกียรติรัตน์ ที่ประกาศรับนักเรียนมาเขียนบทความ การตัดสินใจเรียนก็เพียงเพื่อสนองความต้องการเบื้องต้นคือ “ฉันยังเขียนได้อยู่” แต่เมื่อได้เขียนอีกครั้ง มนต์เสน่ห์ไม่มีวันจาง หากเรารักสิ่งไหนแล้วอยู่สายเลือดเราจะไม่เลิกทำมัน เขียนบทความทุกครั้งจึงรู้สึกอิน รู้สึกว่าต้องเขียนให้ดีที่สุด ต้องให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ที่เค้าสละเวลามานั่งอ่านของเรา

และต่อจากนี้ก็จะพัฒนาฝีมือ “งานเขียน” ให้ดียิ่งๆขึ้นไป เพื่อให้ผู้อ่านได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุข ความอิ่มเอมใจ ความภูมิใจที่มีคนอ่านงานของเราและชื่นชม…

กฤชกร  เสมอหน้า

จบการศึกษาปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ เอกสาขาวิชาโฆษณา มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ปริญญาตรีคณะเกษตรศาสตร์ สาขาการจัดการการเกษตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง


หลักสูตร สำหรับท่านที่ต้องการพัฒนาทักษะทางด้านงานเขียน

 

Facebook Comments
Tags

Kiattirat Jindamanee

ผู้ก่อตั้ง และ บรรณาธิการ สถาบันพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs www.taokaemai.com อดีตมนุษย์เงินเดือน ผู้ผันตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวด้านธุรกิจสุขภาพและความงาม รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่ม SMEs ,แฟรนไชส์ เป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษให้กับหน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย และเอกชน

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close