SMEความรู้ทำธุรกิจบทความ

START-UP VS SMEs

ช่วงนี้กระแส Startup Thailand แรงมากครับ มีเพื่อนๆ Inbox มาถามว่า Startup กับ SME (หรือ Small business) ต่างกันยังไง

ก่อนจะสรุปข้อแตกต่าง

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากบอกเพื่อนๆก่อนว่า
อย่าติดกับดัก “คำนิยาม”
เพราะไม่ว่าเรากำลังธุรกิจแบบไหน
ไม่สำคัญเลยครับว่าเราเป็น Start-up หรือ SME

คนที่มุ่งมั่นมากกว่า
คนนั้นประสบความสำเร็จครับ

ผมขอเล่าย้อนให้เพื่อนๆ ฟังนิดนึง

.. Start-up มีมาได้ประมาณ 10 ปีแล้วครับ
โดยที่ Start-up มีไว้ใช้เรียก “ธุรกิจ” หรือโครงการเกิดใหม่
ที่ต้องการเติบโต ขยายกิจการให้รวดเร็ว
โดยจะใช้แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ธนาคาร
และมีเป้าหมายชัดเจน เรื่องการ Exit

* Exit คือ การลดบทบาทของผู้ก่อตั้ง เช่น
หาคนอื่นมาช่วยบริหาร ขายกิจการ
หรือ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

ดังนั้น ขอสรุปตรงนี้เลยว่า
Start-up ก็คือธุรกิจนี่แหละครับ ไม่ต่างกับ SME มากครับ
แต่การเรียก Start-up ทำให้เราเข้าใจคุณลักษณะ
และการเติบโตของธุรกิจได้ชัดเจนในทุกๆด้าน
โดยเฉพาะการใช้แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย

โอเค งั้นเรามาดูข้อแตกต่างกันดีกว่า

What_is_Startup
.

1. การก่อตั้งธุรกิจ

#SME: ส่วนใหญ่ก่อตั้งโดยเจ้าของกิจการคนเดียว หรือ คณะกรรมการบริษัท
เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต จะจ้างพนักงานทำงานแทนกรรมการบริษัท

#Startup: ส่วนใหญ่ก่อตั้งโดย ผู้ร่วมก่อตั้ง หรือ Co-founder
เป็นทีมงานเล็กๆ และทุกคนจะช่วยกันลงแรง ผลักดันธุรกิจด้วยกัน

.

2. การสร้างธุรกิจ

#SME: มักจะใช้วิธีการลอกเลียนแบบธุรกิจใกล้เคียง หรือ คู่แข่ง
นำมาใช้สร้างธุรกิจให้เหมือนกัน หรือ สร้างความต่างนิดหน่อย

#Startup: หาโมเดลธุรกิจที่ต้องการลอกเลียนได้ยาก
จึงต้องสร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง เพื่อสร้างความต่างให้มากที่สุด

.

3. การใช้กลยุทธ์

#SME: สามารถเรียนรู้กลยุทธ์ทั่วไปจากแหล่งที่มีอยู่ได้ง่าย
แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมของธุรกิจ

#Startup: เนื่องจากเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ จึงหากลยุทธ์มาปรับใช้ได้ยาก
จึงต้องคิดกลยุทธ์เอง ซึ่งควรจะต้องมีความสร้างสรรค์ด้วย
ไม่เช่นนั้น จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ยากมาก

.

4. การหาแหล่งเงินทุน

#SME: ส่วนใหญ่เจ้าของมักจะใช้เงินส่วนตัวมาลงทุน หากกิจการเติบโต
ก็จะขอใช้แหล่งงานที่มีอยู่ เช่น ธนาคาร ตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

#Startup: เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมาก (อาจจะเจ๊งเร็ว)
จึงมักจะใช้เงินของ Co-founder หรือ ถ้าไอเดียดีมาก อาจจะได้รับการสนับสนุน
จาก Angel Investor (นักลงทุนอิสระ), Venture Capital (ผู้ร่วมลงทุน),
Crowdfunding (การระดมทุนจากบุคคลทั่วไป)
อีกทั้งยังสามารถขอเพิ่มทุนได้หลายรอบอีกด้วย

* แต่สุดท้ายปลายทางทั้ง SME และ Start-up ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ
นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างมูลค่าหุ้นให้มากที่สุด

.

5. การขายลูกค้า

#SME: เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ลูกค้าทั่วไปรู้จักกันดีอยู่แล้ว
จึงสามารถใช้ช่องทางการขายแบบที่มีอยู่ได้ง่ายมาก

#Startup: เนื่องจากมีเป้าหมายที่ต้องการเติบโตเร็ว
จึงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น Mobile Application
ทำให้ต้องเน้นลูกค้าที่มีไลฟสไตล์ที่ใช้งาน App ได้
ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มีมากมหาศาล Start-up จึงขยายฐานลูกค้าได้ง่าย

.

ช่วง 2 ปีมานี้ ประเทศไทย ตื่นตัวเรื่อง Start-up กันมากครับ
อย่างที่บอกไป Start-up ก็คือธุรกิจนึงนี่แหละครับ
ซึ่งใช้เรียกเพื่อสร้างข้อแตกต่างกับ Small business เท่านั้น
ไม่ได้การันตีว่า การทำธุรกิจแบบ Start-up
จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จเร็วกว่า SME เสมอไป
.

มีบางท่านบอกว่าทุก Start-up เป็น SME
แต่ไม่ใช่ทุก SME จะเป็น Start-up

อยากบอกว่าทุก SME เค้าก็อยากเติบโตเร็ว (Growth)
ขยายกิจการได้เร็ว (Scalable) ได้แหละครับ
แต่มันอาจจะติดที่วิธีการแบบเดิมๆ จึงอาจจะทำได้ไม่เร็วพอ
การทำธุรกิจให้เติบโตเร็ว ไม่ใช่เรามากำหนด “คำนิยาม”
แต่เป็นเรื่องของการปรับ Mindset และมุมมองมากกว่าครับ

Start-up มันจึงเป็นวิธีการใหม่
ที่ช่วยทำให้ธุรกิจเติบโต และขยายได้เร็วมากกว่าเดิม

จึงไม่อยากให้เพื่อนๆ ยึดติดกับ “คำนิยาม” ครับ
ทำธุรกิจของเราให้ดี และเหมาะสมกับตัวเรา
แค่นี้เราก็จะประสบความสำเร็จได้แล้วครับ

 

What_is_Startup2

.

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม
อาจจะไม่สามารถอธิบายได้ทุกมุมมอง
ถ้าเพื่อนๆ มีมุมมองอื่น ที่จะแบ่งปัน
หรือ มีคำถาม เชิญ comment คุยกันได้เลยครับ

บทความจาก ธนวัต มีเจริญ (บอน) เพื่อนสนิท SMEs

เครดิตรูป:
Bon Tanawat
startupsvant.com

Facebook Comments
Tags

Related Articles

2 thoughts on “START-UP VS SMEs”

  1. #Startup: หาโมเดลธุรกิจที่ต้องการลอกเลียนได้ยาก
    จึงต้องสร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง เพื่อสร้างความต่างให้มากที่สุด

    สตาร์ทอัพอาจใช้ Business Model ที่ Success อยู่แล้วในท้องตลาด มา Adapt ใช้กับอุตสาหกรรมอื่นที่ยังไม่มีคนทำก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องลอกเลียนแบบได้ยาก แต่การจะหนีคู่แข่งได้คือการเร่ง Growth แบบก้าวกระโดดเพื่อครองตลาด (เป็นเบอร์ 1 ให้เร็วที่สุด) และใช้การปรับปรุงและทำซ้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ Product ของตนเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า รวมถึงการสร้าง Switching Cost ที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากชิ่งหนีไปใช้สินค้าหรือบริการของเจ้าอื่น

  2. บทความดีมากค่ะ อธิบายชัดเจน และสร้างแรงบันดาลใจได้ดีทีเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close