กระแสของคริปโตเคอเรนซีในปี 2021 ที่ผ่านมาต้องเรียกว่าน่าจะเป็นปีทองของวงการคริปโตก็ว่าได้ เพราะจากบัญชีบน Exchange platform 7 แสนบัญชีในช่วงเดือนเมษา 2564 กลับมียอดทะยานไปกว่าล้านบัญชีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องบอกว่าสำหรับคนไทยนั้นกระแสของคริปโตนั้นเรียกได้ว่าตื่นตัวกันสุด ๆ เพราะมีการโยกย้ายทรัพย์สินในรูปแบบอื่นไปอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือสัญญาณว่านอกจากคนไทยจะตื่นตัวในเรื่องของคริปโตแล้วคนไทยยังเริ่มให้การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้นเช่นกัน สิ่งนี้ย่อมส่งผลดีต่อเหล่า SMEs ด้วยเช่นกันในแง่ของการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากกระแสของคริปโตนี้ สำหรับอนาคตของคริปโตในปี 2022กับโอกาสทางธุรกิจของ SMEs จะเป็นอย่างไรวันนี้เรามีมุมมองของ ดร.วศิน ตรีสินธุรสมาฝาก

ทำความรู้จักกับคริปโตเคอเรนซีสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังจะเปลี่ยนโลกอย่างคร่าว ๆ

Cryptocurrency มาจากคำสองคำที่นำมารวมกันคือคำว่า Crypto ที่แปลว่าเข้ารหัส ซึ่งหมายถึงโค้ดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังนี้ก็คือเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยที่อาศัยหลักการที่กระจายอำนาจในการดูแลระบบไปสู่คนหลาย ๆ คนในการยืนยันการทำธุรกรรมต่าง ๆกับคำว่า Currency ที่แปลว่าเงินดังนั้นความหมายของคริปโตเคอเรนซีก็คือเงินที่เข้ารหัสและมีการดำเนินการอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนนั่นเอง

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือตัวเร่งให้คริปโตเคอเรนซีเติบโต

ในช่วงที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของคริปโตเคอเรนซีเป็นอย่างมาก โดยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนั้นเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประการได้แก่

– พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป: จากอดีตที่การซื้อสินค้ามักจะไปจบลงที่ห้างร้านต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันนี้เมื่อโลกออนไลน์เองกำลังมีการพัฒนาตัวจนการทำงานต่าง ๆ มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น การซื้อสินค้าออนไลน์โดยเฉพาะในช่องทางโซเชี่ยลมีเดียก็เติบโตขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่องทาง Facebook นอกจากนี้อีกหนึ่งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็คือการตัดสินใจซื้อที่จากในอดีตผู้ซื้อสินค้าอาจต้องคิดและชั่งใจในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง แต่สำหรับการซื้อสินค้าในช่องทางโซเชี่ยลนี้หากมีสินค้าที่ถูกใจก็มีโอกาสที่ผู้ซื้อจะทำการซื้อสินค้าในทันทีมากกว่าในอดีต

– พฤติกรรมการเงินเปลี่ยนไป: โดยคนไทยในทุกวัยให้ความสนใจเรื่องของคริปโตเคอเรนซีสูงมาก โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจมากที่สุดโดยสามารถแบ่งกลุ่มผู้ที่ให้ความสนใจได้เป็น 2 กลุ่มคือ

28-39 ปี เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจแต่เงินไม่พอในการลงทุนและขาดความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในคริปโต

40+ เป็นกลุ่มที่มีทุนทรัพย์แต่ขาดความรู้และทรัพยากรบางอย่างเช่นคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ

โดยหากจะพิจารณากันในแง่ของความเหมือนก็คงต้องบอกว่าสิ่งที่ทั้ง 2 กลุ่มขาดเหมือนกันก็คือเรื่องของความรู้ความเข้าใจในการลงทุนคริปโตนั่นเอง

คริปโตเคอเรนซี่ ประโยชน์ โอกาสสำหรับ SMEs

หาก SMEs มองว่าการเข้ามาของคริปโตคือวิกฤตินั่นย่อมแสดงว่า SMEs รายนั้นไม่มีการปรับตัว เพราะหากคริปโตได้พิสูจน์ตัวเองมานานแล้ว ซึ่งอยู่ที่การยอมรับว่าจะสามารถใช้เงินดิจิทัลนี้ในการจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการได้หรือไม่ หาก SMEs พร้อมเปิดใจและเลือกที่จะปรับตัวก็มีโอกาสที่จะเจอโอกาสอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ ซึ่งหากคิดที่จะเข้าสู่คริปโต SMEs จะต้องเตรียมพร้อมในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

– เตรียมพร้อมในด้านความรู้หาความรู้ให้ดี ทำความรู้จักเหรียญแต่ละเหรียญให้ดีเพราะนักลงทุนต้องแบกความเสี่ยงด้วย

– แยกพอร์ตการลงทุนให้ชัดเจน ยอดขายจากคริปโตกับเงินปกติแยกออกจากกันให้ดี โดยอาจเก็บเงินคริปโตเอาไว้ก่อนโดยไม่แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเอาไว้รอราคาขึ้นค่อยถอนออกก็ได้

NFT คืออะไร

สั่งซื้อ Ebook NFT 101 ก้าวแรกสู่โลก NFT

NFT คือโทเคนที่มีมูลค่าอยู่ในตัวซึ่งเป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่าตัวของคริปโตไม่ได้มีหน้าที่แค่เพียงซื้อขายเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังสามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ด้วยเช่นการนำไปแลกเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ ด้วยเพราะเป็นการแลกเปลี่ยนอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนเรื่องของลิขสิทธิ์จะเริ่มรัดกุมมากขึ้น นอกจากในเรื่องของศิลปะแล้วในระยะหลังก็เริ่มมีสิ่งของแปลก ๆ เช่นที่ดินออนไลน์ ไอเทมในเกมต่าง ๆ อยู่ในรูปแบบของ NFT เช่นกัน

3 สิ่งที่ SMEs จะได้หากยอมรับและเปิดใจคริปโตเคอเรนซี

3 สิ่งที่ SMEs จะได้รับหากเปิดใจให้กับคริปโตเคอเรนซีมีดังนี้

  1. เพิ่มยอดขายได้โดยฐานลูกค้าที่อายุน้อยลงจะเข้ามาสู่ธุรกิจมากขึ้น
  2. มีโอกาสขายได้มากขึ้นเพราะค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่ำลง
  3. เป็นการเตรียมตัวไปสู่อนาคตซึ่งเราจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

อนาคตที่กำลังจะมาถึงเมื่อคริปโตและบล็อกเชนได้รับการพัฒนามากขึ้น

1.Metaverse กำลังจะพัฒนา

Metaverse หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนกำลังจะเข้ามาปฏิวัติโลกในอนาคตและสามารถนำไปต่อยอดสู่ด้านต่าง ๆ เช่นการแพทย์ การศึกษา การค้าโดยบริษัทที่ทำการผลักดัน Metaverse อย่างจริงจังคือ Facebook ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Meta รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ก็เข้ามาในแวดวง Metaverse มากขึ้น

2.DeFi ระบบการเงินไร้ตัวกลาง

การเงินไร้พรมแดนจะทำให้เกิดการขายไร้พรมแดนทางการเงิน ต่อไปนี้คนไม่ต้องมาแข่งกันว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยดีกว่าแต่ให้ดูว่าเหรียญไหนให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่ากัน

3.อาชีพใหม่จะเกิดขึ้น

เกิดอาชีพใหม่ การค้าขายแบบใหม่ ๆ การยิงโฆษณาแบบใหม่ ๆ นักสร้างสถาปัตยกรรม 3 มิติรวมถึงการขายอวตารจากทีมผู้สร้าง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเดินทางอีกต่อไปเพราะเราสามารถติดต่อกันผ่านทาง Metaverse มากขึ้น

อันตรายจากคริปโต

อันตรายจากคริปโตยังพอมีให้เราต้องระวังเช่นกัน โดยสิ่งที่ต้องระวังก็คือ

การแฮกข้อมูล: อาจเกิดจากความผิดพลาดของผู้ใช้งานเองที่เกิดความผิดพลาดที่มอบข้อมูลของตนเองให้กับมิจฉาชีพเป็นการสั่งโอนจากบัญชีสู่บัญชีโดยตรง

Rug: เป็นการสร้าง demand โดยมีการสร้างปรากฎการณ์ให้น่าซื้อแล้วเทขายสินทรัพย์ทั้งหมดในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยผู้ที่ขายไปแล้วจะไม่กลับมาซื้อสินทรัพย์ตัวเดิมอีกส่งผลให้ผู้ที่เข้ามาซื้อไม่สามารถขายในราคาที่เข้ามาได้

ดังนั้นก่อนการลงทุนในทุกเหรียญหรือนักลงทุนหน้าใหม่ควรจะอ่าน white paper ของแต่ละเหรียญว่าแต่ละเหรียญมีวัตถุประสงค์อย่างไรโดยให้มองว่าการซื้อเหรียญเปรียบเสมือนการซื้อหุ้นที่เราควรทำความรู้จักก่อนว่าเหรียญแต่ละเหรียญมีโปรเจกต์อะไรมารองรับ

Cryptocurrency คือโอกาสที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะปรับตัวและขยายฐานลูกค้าให้ตรงกับกระแสที่กำลังเปลี่ยนไปของทั้งโลกเทคโนโลยีและโลกการเงินนี้ ดังนั้น SMEs จึงควรเริ่มต้นเรียนรู้และศึกษาในเรื่องของคริปโตเคอเรนซีอย่างจริงจังและพยายามประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนให้มากที่สุด เพราะหากคุณสามารถปรับตัวไปตามกระแสที่เปลี่ยนไปนี้ได้คุณจะมีโอกาสสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างแน่นอน

คริปโตเคอเรนซี่ ประโยชน์