Case StudySuccessสัมภาษณ์เถ้าแก่ใหม่

“ข้าวเพลงรัก” จากอดีตหนุ่มแบงค์สู่ ชาวนา ปลูกข้าวอินทรีย์ ขายดีจนผลิตไม่พอขาย

เมื่อวันที่ 11 และ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมบรรยายหัวข้อ กลยุทธการตลาด และ การตลาดดิจิตอล ให้กับผู้ประกอบการกว่า 200 ท่านในโครงการ Startup 2559 ผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว)

ผมมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้ร่วมเล่นทั้งในเรื่องการตลาด และ เรื่องของการทำการตลาดแบบดิจิตอล ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมคือ การพูดถึงความเป็นมาธุรกิจ แนวคิดการทำธุรกิจแบบ “รากหญ้า มาร์เก็ตติ้ง” และนี่คือ 1 ในผู้ประกอบการที่ผมได้อ่านเรื่องราวแล้วบอกได้เลยครับว่า ประทับใจ และภูมิใจที่จะนำเรื่องราวมานำ มาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ครับ

คุณเบนซ์ ผู้ชายที่มี “ความรัก” บนใบหน้า ผ่านรอยยิ้ม และ แววตา ทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาผ่านตัวอังษร และยิ่งสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของผู้ชายคนนี้เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกันหลังสัมมนา

ข้าวเพลงรัก !!! แค่ชื่อนี่ก็ซื้อแล้วครับ ยิ่งได้ฟังเรื่องราวยิ่งต้องซื้อครับ เพราะผู้ชายคนนี้ไม่ได้ขายแค่ข้าวครับ แต่เขากำลังช่วยส่งต่อความรักจากชาวนา สู่ชาวเมืองหลาย ๆ คนครับ

คุณเบนซ์ แนะนำตัวกับเพื่อน ๆ เถ้าแก่ใหม่ครับ

Melodyrice12

สวัสดีครับ ผมชื่อ เกริกกฤษณ์ กมลวิมุตศานต์ ชื่อเล่น เบนซ์ เกิดและโตที่กรุงเทพฯ ครับ

ทราบว่าเคยเป็นหนุ่มแบงค์

ใช่ครับ แต่ก็ร่วมสิบปีแล้วครับ ผมเรียนจบบริหารการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จบแล้วทำงานที่ บริษัท เงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) 1 ปี (ตอนนั้นยังไม่ได้เป็น ธนาคารธนชาต) ก่อนจะมาช่วยคุณพ่อที่ทำธุรกิจครอบครัว คือ ขายเหล็กครับ

จากหนุ่มแบงค์ มาเป็นผู้ชายขายเหล็กแล้วไปไงมาไงมาเป็นชาวนา

ประมาณปี 2556 มีได้ยินข่าวชาวนาลำบาก ถึงขนาดชาวนาหลายคนฆ่าตัวตาย จากปัญหาที่รุมเร้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาข้าว เรื่องหนี้สินรายจ่ายที่ท่วมตัว ผมสนใจและติดตามข่าวนี้อยู่พอสมควร

ด้วยความสงสัยว่าทำไมชาวนาไทยถึงลำบากขนาดนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับคนในวงการนี้ ทั้งที่อาชีพชาวนา เลี้ยงดูแลเรื่องข้าวให้กับคนทั้งประเทศเลยนะ

ผมตัดสินใจค้นหาคำตอบด้วยการไปเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ผมคิดว่าต้องเรียน ยิ่งผมไม่ใช่ลูกหลานชาวนา แถมไม่ได้จบเกษตร ดังนั้นการเรียนจึงสำคัญมากๆ

พอเรียนจบ ก็ลงมือทำนาจริงๆ ทั้งที่ไม่มีที่นาเลยนะ ก็เช่าที่ลองทำนาดู ตอนนั้นปี 2557

ปีแรกผมมีเป้าหมายว่าปลูกข้าวให้เป็นก่อน ซึ่งก็สำเร็จ ได้เกี่ยวข้าวที่ตัวเองปลูก ได้กินข้าวที่ปลูกเองครั้งแรกในชีวิต มันหอม นุ่ม อร่อยมากๆ พูดแล้วนึกถึงช่วงเวลานั้น 555 มันเหนื่อยนะ แต่ภูมิใจมากๆ

การปลูกข้าวปีแรกทำให้ผมเชื่อว่าปัญหาหลักๆ ของชาวนาไทยคือ ติดกับดักสารเคมี ทำให้ต้นทุนสูง และอำนาจต่อรองน้อยกว่าพ่อค้าคนกลาง ทำให้ราคาขายต่ำ…ต้นทุนสูง แต่ราคาขายต่ำ จบข่าว!

ด้วยความที่เป็นอดีตนักการเงิน ผมมองเห็นช่องทางที่น่าจะช่วยให้ชาวนาสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้  ขั้นตอนแรกผมควรเริ่มชักชวนชาวนามาปลูกข้าวอินทรีย์ หาวิธีช่วยเขาลดต้นทุน สุขภาพเขาก็จะดีด้วย แต่ผมเองก็เพิ่งเริ่มจะไปแนะนำคงไม่ค่อยมีน้ำหนักมากนัก ผมจึงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองก่อนสักระยะ

ช่องผมลงมือปลูกข้าวปีแรกนี้ผมปิ๊งไอเดีย “เปิดเพลงให้ข้าวฟัง!” มันมาจากตอนผมลงไปถอนหญ้าในนา ผมก็ฟังเพลงไปด้วย แล้วมันเพลิน ฟิล มากๆ ผมเลยคิดจะเปิดเพลงให้ข้าวฟังอย่างจริงจัง

ช่วงนั้นผมเลยศึกษาข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างเสียงเพลงกับพืช พบว่ามีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่าเสียงเพลงมีผลต่อการเจริญเติบโตกับพืช และสัตว์ ผมจึงได้ทำการทดลองเปิดให้ผัก ต้นไม้ที่บ้านให้ฟังเพลง ก็ปรากฏว่าเป็นไปตามที่งานวิจัยได้เขียนไว้

ด้วยความที่ว่าผมชอบฟังเพลงรัก และความรักนี่แหละ คือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เพลงรักจะมีท่วงทำนองที่เย็นสบาย ฟังง่าย ที่สำคัญคือมีเนื้อหา Positive ผมจึงนึกถึงแต่ “พี่บอย โกสิยพงษ์” ซึ่งผมเองก็เป็นแฟนเพลงของพี่บอยมาตั้งแต่อัลบัมแรก

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนยกย่องในพรสวรรค์ด้านการแต่งเพลงของพี่บอย ถึงขนาดให้สมญานามว่า “เจ้าพ่อเพลงรัก” ดังนั้นผมจึงพยายามไปหาพี่บอย เพื่อจะได้เล่าสิ่งที่ผมคิดให้พี่บอยฟัง

ช่วงนั้นผมไปหาพี่บอยหลายรอบมาก จำไม่ได้ว่าไปกี่ครั้ง ไปแต่ละครั้งไม่เคยเจอ แต่ผมไม่ละความพยายาม

เพราะความเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำจะเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ผมอยากขออนุญาติพี่บอยเปิดเพลงรักอย่างเป็นจิงจัง

Melodyrice3

จนในที่สุดก็ได้เจอพี่บอย วันนั้นผมดีใจมากๆ ผมจึงเล่าถึงแรงบันดาลใจที่จะเปิดเพลงให้ข้าวฟัง พี่บอยก็ยินดีให้ทำ แถมยังบอกอีกว่า เป็นเกียรติมากๆ ที่เพลงของพี่บอยจะได้ไปเปิดในนาข้าว วันนั้นผมรู้สึกประทับใจพี่บอยมากๆ

ปี 2558 ผมจึงได้ปลูก “ข้าวเพลงรัก” ณ ที่นา ต.บ้านโข้ง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “ข้าวเพลงรัก” ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด ข้าวทำมาไม่พอขาย ผมจำเป็นที่จะต้องสร้างเครือข่าย ขยายกำลังการผลิต

คราวนี้ไม่เพียงแปลงนาผมเท่านั้นที่ปลูก “ข้าวเพลงรัก”  ผมสร้างเครือข่ายชาวนาที่ยึดมั่นในวิถีอินทรีย์เพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาชาวนาที่ต้นเหตุ และเมื่อ “ข้าวเพลงรัก” อยู่บนพื้นฐานของ “ความรัก” ผมจึงให้สิทธิ์แก่พี่ๆ ชาวนาในเครือข่าย สามารถกำหนดราคาข้าวเปลือกได้ โดยที่ผมบริหารจัดการไม่ให้กระทบราคาขาย เรียกว่า ขายราคาเดิมนั่นเอง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปคุยกับชาวนาในเครือข่ายคนหนึ่ง พี่เขาน้ำตาซึมและบอกว่า

“ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยมีครั้งนี้แหละ ที่ได้สิทธิ์ในการตั้งราคาข้าวที่ปลูกเอง”

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่มากในวงการข้าวไทย เพราะที่ผ่านมา ราคาข้าวถูกกำหนดโดยตลาด โดยพ่อค้าคนกลาง แต่ผมกล้าเอากรอบธุรกิจออกไปก่อน แล้วนึกถึงจุดยืนแรกว่าผมมาทำนาทุกวันนี้เพราะอะไร… ก็เพราะผมสงสัยว่าทำไมชาวนาไทยถึงลำบาก ต้องตกอยู่ในกับดักการใช้สารเคมี แถมยังถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา

ดังนั้นสิ่งที่ผมทำก็ต้องตอบคำถามนั้นของผมได้ด้วยผมจึงแน่วแน่ และเชื่อว่าชาวนาสามารถกำหนดราคาข้าวเปลือกที่เหมาะสมได้ โดยไม่กระทบผู้บริโภคด้วย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อผมให้ความรักแก่พี่ๆ ชาวนาก่อน เขาก็รัก และเกรงว่า ถ้ากำหนดราคาสูงเกินไป ผมก็จะอยู่ไม่ไหว…ดังนั้นสมดุลราคาข้าวเปลือกจึงเกิดขึ้น!

ฟังแล้วน้ำตาคลอเลยครับ ถามจริงทำไปสนใจเรื่องชาวนา นอกเหนือจากเรื่องความลำบาก

ผมมองว่าธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะที่เป็นเกษตรอินทรีย์ เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในปัจจุบันมีผู้ป่วยจากการบริโภคอาหารปนเปื้อนสารพิษเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคมะเร็ง อีกทั้งยุคนี้ความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องสำคัญ แถมหลายๆ ประเทศ ยังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย

การได้ไปทำนายังช่วยเติมเต็มชีวิต ถือว่าได้พักผ่อน ได้พาลูกๆ ไปวิ่งเล่นที่นาด้วย ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำจริงจังสามารถเป็นธุรกิจได้ด้วย และอาจจะเจอทางแก้ปัญหาชาวนาไทยได้ด้วย ข้อนี้ออกแนวอุดมการณ์ ผมเลยไม่รีรอที่จะทำนา

ตอนเริ่มต้นก็ใช้เงินเก็บเอามาทำนา ตอนนี้กลายเป็นว่าค่าน้ำมันไปนา มากกว่าค่าใช้จ่ายทำนาอีก 55

ช่วยเล่าถึงปัญหาในการปลูกข้าวแบบอินทรีย์หน่อยครับ

ผมปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์คือข้าวที่ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี เน้นการสร้างสมดุลของระบบนิเวศน์เป็นหลัก ดังนั้นจะไม่สามารถเนรมิตอะไรได้อย่างการทำนาเคมี

ทุกอย่างต้องใช้ความอดทน เรียนรู้ ทำความเข้าใจ พัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ แน่นอนว่าทุกอาชีพ ต้องเจอปัญหา แต่ความรักในอาชีพที่ทำ จะทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อย หรือย่อท้อ ต่อการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาเลย

ใช้แนวทางการทำการตลาดแบบไหนยอดขายถึงปังมาก

Melodyrice9

ตอนเริ่มต้นก็จะมีเพื่อนๆ ญาติๆ เป็นกลุ่มลูกค้าภาคบังคับ 555 แต่ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณมากๆ แถมยังได้รับคำแนะนำต่างๆ ช่วยให้ผมได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อมาผมก็เริ่มคิดถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นแม่บ้าน แน่นอนว่าแม่บ้านยังคงเป็นฝ่ายเสบียงประจำบ้าน ผมใช้ช่องทางสื่อสารโดย Social Media เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Line เพราะกลุ่มลูกค้าได้ติดตามเรา เห็นผมตั้งแต่ปลูกข้าว จนเก็บเกี่ยว จึงมั่นใจในสิ่งที่ผมทำตลอดมาครับ

เคล็ดไม่ลับที่อยากแบ่งปันคือ ใส่ความตั้งใจลงไปในทุกขั้นตอนในการทำงานครับ และไม่ต้องทำงานนั้นเพื่อเงิน เพื่อให้ได้หน้า เพื่อให้คนรู้จัก เพื่อให้ขายได้ ไม่จำเป็นมากครับ

ผมทำให้เขาเห็นว่าผมทำอะไร ผมไม่ได้โกหก ไม่ได้ทำให้ดูดี แต่ผมทำเพราะ ผมทำอย่างนั้นจริง ๆ

เรื่องมันเล่าด้วยภาพ มันเล่าด้วยกิจกรรม ผลลัพธ์มันก็ออกมาตามที่เราลงมือทำครับ

ตอนนี้ “ข้าวเพลงรัก” มีข้าวพันธ์อะไรขายบ้างครับ

Melodyrice11

“ข้าวเพลงรัก” มีทั้งข้าวกล้องหอมปทุมอินทรีย์ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม และข้าวขาวหอมปทุมอินทรีย์ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม

จุดเด่นของ “ข้าวเพลงรัก” คืออะไรครับ

ผมและเครือข่าย “ข้าวเพลงรัก” ไม่ได้ปลูกแค่ข้าวอินทรีย์ และไม่ใช่แค่เปิดเพลงรักของพี่บอย โกสิยพงษ์ ให้ข้าวฟังเท่านั้น

แต่สิ่งที่พวกเราทำหมายถึงเกียรติ และศักดิ์ศรีของชาวนาไทย ที่สามารถกำหนดราคาข้าวที่ตนเองปลูกได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้นในทุกๆ คำของ “ข้าวเพลงรัก” คนทานจะรับรู้ถึงความปิติยินดี อิ่มเอม การปลูกข้าวด้วยความสบายใจ และได้เห็นชาวนาไทยยืนหยัดอย่างสง่าบนแผ่นดิน

ถ้ามองในมิติของการเข้ามาทำธุรกิจใหม่ ข้าวอินทรีย์ถือว่ามีความยากง่ายอย่างไรครับ

ผมคิดว่าเราสามารถเข้าถึงธุรกิจใดใดก็ได้…ไม่ยาก ถ้าเราขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย เอ๊ะ…เหมือนคำขวัญวันเด็ก 555 คือผมคิดว่าเราต้องมีคุณสมบัติ เรียนรู้อยู่เสมอ มีความอดทน รู้จักเสาะแสวงหา อ่อนน้อม สร้างมิตร มีความจริงใจ คิดถึงคนอื่น ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ จะช่วยได้มากในการทำธุรกิจ

ตลาดข้าวอินทรีย์ มีแนวโน้มอย่างไรบ้างครับ

ยังเติบโตได้ดีครับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะมลภาวะ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากขึ้น อาหารที่ปลอดภัยจะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ผู้ป่วยก็มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงหลายประเทศกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น ความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ และปลอดภัย ก็มีเพิ่มขึ้น

กุญแจความสำเร็จของ “ข้าวเพลงรัก” คืออะไรครับ

Melodyrice6

ลงมือทำตั้งแต่เริ่มแรก และเก็บรายละเอียดของงานมีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาเราเจอปัญหาต่างๆ ในสมองเราจะขุดเอาสิ่งที่เราเคยลงมือปฏิบัติมาคิด วิเคราะห์ และประเมินหาทางแก้ปัญหา

คิดเสมอครับว่า “เราทำได้” เพราะว่าถ้าเริ่มที่ความคิดว่าเราทำได้ สมองเราจะสรรหาวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ได้ แต่ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ สมองเราจะปิดกั้น ไม่คิดอะไรต่อ…ทุกอย่างจบ

หลักในการสร้างธุรกิจ ปั้นทีมงานให้แข็งแกร่งครับ

แบบมีส่วนร่วมครับ ให้ลูกน้องได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่น ตอนแรกที่เราแพคข้าว ทุกคนไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นผมจึงเปิดโอกาสให้ทีมคิดวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ผลงานออกมาดี และเร็วที่สุด

รากหญ้า Marketing ของ “ข้าวเพลงรัก” คืออะไรครับ

Melodyrice4

ผมมองไปถึง “ราก” เลยนะ คือ รากอยู่ใต้ดิน เรามองไม่เห็น แต่สำคัญเพราะเป็นพื้นฐาน นั่นคือสิ่งที่เรายึดโยงอยู่

ต้องเริ่มที่ความคิด ต้องคิดดีเป็นพื้นฐาน เมื่อคิดดีแล้ว การกระทำก็จะดีตามความคิด

แล้วก็ไม่ใช่คิดดีเพื่อตัวเอง แต่ต้องคิดเพื่อสังคมด้วย เพราะเราทุกคนยึดโยงถึงกัน ก็เหมือนต้นหญ้า ไม่ได้มีต้นเดียว แต่มีมากมาย ยึดโยงกันอยู่ ดังนั้นถ้าเราต้องการอยู่ในสังคมที่ดี ต้องคิดดี และทำสิ่งดีดีเพื่อสังคม

วางแผนอนาคต “ข้าวเพลงรัก” ไว้อย่างไร

พัฒนาและเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ

หากเพื่อน ๆ สนใจจะเป็นชาวนาบ้าง คุณเบนซ์ มีคำแนะนำอย่างไรบ้างครับ

Melodyrice10

ต้องมีใจรักก่อนครับ ทุกอาชีพ ต้องเจอปัญหา และอุปสรรค แต่หากมีใจรักในอาชีพแล้ว จะทำให้เราไม่เหนื่อย ไม่ท้อต่อการแก้ปัญหา

อยากให้ฝากแนวคิดการทำธุรกิจหน่อยครับ

อย่าคิดเยอะครับ ไอเดียดีๆ สร้างสรรค์มันมีอยู่รอบตัว บางทีเรามองข้ามไป และบางทีไอเดียมันเกิดขึ้นตอนเราเพลินๆ สบายๆ ถ้าเราคิดเยอะมากไป มันจะไม่ได้ลงมือทำสักที

ส่วนคนที่กำลังประสบปัญหาในการทำธุรกิจ ขอให้มองในสิ่งที่เรามีอยู่ แต่อย่าไปโฟกัสที่ตัวปัญหา จะกลายเป็นหมกมุ่นกับปัญหานั้นๆ ถ้าคุณเชื่อว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้

สุดท้ายครับ !! มีโปรโมชั่นอะไรให้กับเพื่อน ๆ เถ้าแก่ใหม่บ้างครับ

เนื่องจาก “ข้าวเพลงรัก” ปี 2558 หมดเกลี้ยง แต่อย่างที่บอกว่าปี 2559 นอกจากผมปลูกเองแล้ว ยังมีเครือข่ายเพิ่มขึ้น จึงเปิดลงชื่อจองข้าวล่วงหน้านับแต่บัดนี้ (ได้ข้าวประมาณปลายปี 2559 ครับ)

และพิเศษสำหรับลูกค้าที่ตามอ่านจากเว็บเถ้าแก่ใหม่ที่ติดต่อเข้ามา 50 ท่านแรกจะได้ส่วนลด 15%

จากราคาปกติ กิโลกรัมละ 90 บาท (ส่งฟรีทั่วไทย) ไม่ว่าจะข้าวกล้อง หรือข้าวขาว ราคาเดียวกันครับ

ช่องทางติดต่อธุรกิจ

Melodyrice8

Facebook : MelodyRice

https://www.facebook.com/nuengbunjong/

[email protected] : @melodyrice

Instagram : melodyrice_

www.melodyrice.com

e-mail : [email protected]

Mobile : 097-156-3629

เถ้าแก่ใหม่วิเคราะห์ธุรกิจ

Melodyrice13

ผมเป็นคนค่อนข้างอ่อนไหว ถ้าพบเจอใครที่มีอุดมการณ์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ธุรกิจมาทีหลัง ประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อน “

บ่อยครั้งที่เราทำอะไรแบบขาดทุนเงิน แต่ได้กำไรหัวใจ ได้ความสุขกลับมาหาตัวเราเองนะครับ

มันเหมือนเวลาเราไปเที่ยวพักผ่อน เราแทบไม่เคยคิดค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปว่ามันทำให้เราขาดทุนอะไรเลยใช่ไหมครับ นั่นหละครับ คิดถึงเรื่องการแบ่งปัน สร้างประโยชน์ ตอบแทนคุณแผ่นดิน เราไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องขาดทุนกำไรก่อนหรอกครับ

สำหรับ “ข้าวเพลงรัก” ไม่ได้ “รักแค่เพลง” แต่มันมีเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนถูกถ่ายทอดลงไป ในเม็ดข้าวแต่ละเม็ดครับ นี่หละครับคือ “คุณค่า” ในทางปฏิบัติที่เราไม่ต้อง “เสแสร้ง” หาว่าคุณค่าของสินค้า หรือ บริการนั้นคืออะไร

“คุณค่า” เป็นเรื่องของ “ลูกค้า” ที่จะบอกว่าจริง ๆ แล้วสิ่งนั้นมันมี “คุณค่า” จริงหรือไม่นะครับ

ตลาดสินค้า ข้าวอินทรีย์ อาหารเพื่อสุขภาพเป็น Mega Trend ยังไงก็โตครับ แต่จะอยู่ได้นานหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “คุณค่า” ที่ผู้ผลิตจะตระหนักหรือไม่นะครับ ถ้าคิดแค่ธุรกิจ กำไรมากมาย ธุรกิจนี้อาจจะไม่เหมาะมากนักกับคนที่คิดแบบนี้ครับ

ผมมั่นใจว่าเครือข่าย “ข้าวเพลงรัก” จะเติบโต และเป็นกระบอกเสียง ส่งคุณค่า ความห่วงใย บอกรักจากชาวนา สู่ชาวเมือง ด้วยความหอมอร่อยของข้าวทุกเม็ดครับ

Tags

Related Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Close